งานวัดกำเเพง

02-415-0922
02-000-0000

ประวัติความเป็นมาของวัดกำเเพง

ตั้งเเต่ยุคอยุธยาถึงปัจจุบัน

ก่อนที่จะกล่าวถึงประวัติของวัดกำเเพง เเละประวัติของหลวงปูไปล่ใคร่ที่จะกล่าวถึงความเป็นมาของวัดกำเเพงเสียก่อน เพราะหลวงปูไปล่มีความใกล้ชิดกับวัดกำเเพงเป็นอย่างมาก จนเกือบจะกล่าวได้ว่าหลวงปูเเละวัดกำเเพงต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของกันเเละกัน เพราะวัดกำเเพงต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของกันเเละกัน เพราะท่านทำทุกอย่างของวัดกำเเพงหรือชาววัดกำเเพงตลอดชีวิตของท่าน

วัดกำเเพงในปัจจุบันเป็นวัดขนาดกลาง ตังอยู่บนฝั่งตะวันตกของคลองสนามชัยในท้องที่หมู่ ๖ เเขวงเเสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร จะขอกล่าวถึงความเป็นมาของวัดกำเเพงตามลำดับเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

๑.วัดสร่างอารมณ์

Screen Shot 2565-09-01 at 14.11.23

วัดสว่างอารมณ์ วัดกำแพงของเรานี้ตามที่ได้สดับรับฟังมาจากผู้ที่มีอายุมากหลายท่าน แม้แต่หลวงปู่ไปล่เองท่านก็เคยบอกเล่ากับผู้เขียนว่า “วัดกำแพงของเรานี้แต่เดิมมีชื่อว่าวัดสว่างอารมณ์มาก่อน” วัดสว่างอารมณ์ที่กล่าวถึงนี้  เราไม่สามารถจะทราบได้ว่าผู้ใดเป็นคนสร้างและได้สร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด จากการสันนิษฐานของผู้ที่มีความรู้ทางโบราณคดีได้กล่าวชี้แจงไว้อย่างน่ารับฟังว่า “จากการสังเกตดูวัตถุและอาคารสถานที่ซึ่งมีอยู่ในวัดพอจะทราบได้ว่า วัดนี้เคยรกร้างมาแล้วอย่างน้อย ๒ ครั้ง ดังจะเห็นได้ว่ามณฑปและวิหาร (เมื่อมณฑปยังไม่ปรักหักพัง) นั้นได้สร้างอยู่บนเนินของซากอาคารสถานที่ปรักหักพังอยู่ก่อนแล้วเป็นเวลานานปี ถ้าต้องการทราบว่าอาคารดั้งเดิมนั้นคืออะไร จะต้องทำการขุดแต่งตามหลักวิชาทางโบราณคดี ก็จะทราบได้พอสมควรที่จะบอกได้ว่าเป็นอะไร แต่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก”

  มณฑปนี้ผู้สร้างมีเจตจำนงต้องการประดิษฐาน ภาพเขียนพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร ซึ่งเป็นพระบูชาประจำตัวของผู้เกิดวันจันทร์ ผู้สร้างมณฑปคงจะเกิดวันจันทร์ หรืออาจจะสร้างอุทิศกุศลผลบุญให้แก่บุคคลที่เขามีความเคารพรัก ซึ่งเกิดในวันดังกล่าว ก็เคยเห็นมีเค้าทำกัน ภาพพระพุทธรูปปางประทับยืน พระหัตถ์ทั้งสองออกแบบเสมอพระอุระเขียนติดอยู่กับฝาผนังมณฑปใช้สีแดงเขียนเกือบทั้งองค์ มีสีดำสีทองปนอยู่เพียงบางส่วน ดูแล้วกลมกลืนกันดีมาก ส่วนภาพประกอบหลังองค์พระมีต้นไม้ ดอกไม้ และนก ทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม นับว่าเป็นภาพหาดูไม่ได้อีกแล้ว

Screen Shot 2565-09-01 at 14.16.44

  ส่วนการก่อสร้างวิหารนั้นก็คงสร้างอยู่บนเนินสูง ศาสนสถานที่ปรักหักพังมาก่อนอีกเช่นกันกับมณฑป  แต่อยู่ด้านหน้าหรืออยู่ทางทิศตะวันออกของมณฑป  (เนินสูงที่ก่อสร้างมณฑปและวิหารนี้ค่อนข้างสูงมาก ในปี พ.ศ.๒๔๘๕ ซึ่งเป็นปีที่น้ำท่วมมาก แต่น้ำไม่ท่วม จึงเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านหลายครอบครัวรวมทั้งวัวควาย ได้อาศัยพักพิง)  วิหารที่สร้างในครั้งนั้นยังอยู่จนทุกวันนี้เป็นวิหารขนาดย่อม สร้างด้วยการก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องดินเผา เพดานไม้ทาสีเทาอมดำ มีภาพดารกหรืออาจจะเป็นดอกจันสีทองซึ่งดูไม่ใคร่ชัดเจนนัก ตรงกลางของดอกจันบางดอกมีขอห้อยโซ่ มีโคมแก้วแขวนอยู่เพื่อจุดบูชาในวันสำคัญทางศาสนา

ภายในวิหารหลังนี้แต่เดิมมีเพียงหลวงพ่อโตองค์เดียวเท่านั้น เป็นพระพุทธรูปที่สร้างด้วยหินทรายแดงปางสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง ๕ ศอก สูง ๖ ศอกเศษ เศียรสูงจรดเพดานวิหาร ชานุ (เข่า) ทั้งสองข้างเกือบจรดฝาผนัง มีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีทางเข้าออกและทางทิศใต้ด้านหน้ามีพาไลยื่นออกไปพอสวยงาม สันนิษฐานว่า

       “พระพุทธรูปนี้คงจะได้ก่อสร้างขึ้นมาพร้อมๆ กันกับเมื่อครั้งปลูกสร้างเสนาสนะวัดสว่างอารมณ์ครั้งแรก ทั้งเข้าใจแน่ว่าจะเป็นพระประธานในโบสถ์มาก่อนก็อาจจะเป็นไปได้ ผู้ที่มาปฏิสังขรณ์คงจะอเนจอนาถใจที่เห็นท่านต้องตากแดดตากฝนอยู่ จึงได้จัดสร้างวิหารถวายให้ หลังจากการสร้างโบสถ์” (หลังเก่าซึ่งปรักหักพังไปแล้ว ซึ่งจะได้กล่าวให้ละเอียดในภายหลัง) และพระปรางค์เสร็จเรียบร้อยแล้ว วิหารที่กล่าวถึงนี้ ปัจจุบันทางวัดได้บูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ ด้วยการควบคุมดูแลของท่านพระครูเกษมธรรมาภินันท์ (เผื่อน  สังข์คุ้ม) มีผิดแผกไปจากของเดิมบ้าง เช่นกำแพงแก้วทำเป็นรูปใบเสมา ซึ่งของเดิมเป็นกำแพงแก้วเรียบๆ ทับหลังย่อมุมเท่านั้นเอง